//ζρξΛκΣR_ View my profile

SOMEWHERE

posted on 15 Sep 2011 01:25 by zpeaker
SOMEWHERE

 

        รถเฟอร์รารี่สีดำราคาแพงวิ่งวนอยู่ท่ามกลางทะเลทราย หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ อีกรอบ และอีกรอบ
ก่อนจะจอดลง นักแสดงชายวัยสามสิบผู้มีชื่อเสียงและเงินทองได้ก้าวลงจากรถแล้วเหม่อมองอย่างว่างเปล่า
เหมือนคนหลงทางที่มีอาหารและเสบียงพอกินไปตลอดชีวิต แต่ไม่มีเข็มทิศ

 

http://i.imgur.com/LUvcY.png

 

            Somewhere เรียกได้ว่าเป็นเหมือนสมุดบันทึกของผู้กำกับอย่าง (Sofia Coppola) ที่เอามาเล่าให้คนดู
ฟัง ผ่านประสบการณ์ของเธอในตอนที่เธอยังเด็ก และต้องตามพ่อของเธอ (Francis Ford Coppola) ไปตาม
โรงแรมต่างๆ ผนวกเข้ากับประสบการณ์บางอย่างของตัวผู้กำกับเองที่ได้พานพบกับ อดีต-คนรัก ของเธอหลายๆ
คน (Paul Thomas Anderson, Wes Anderson, Alexander Payne, QuentinTarantino) จนกลายเป็น
Somewhere หนึ่งในหนังที่ผมเรียกว่า “หนัง-เหงา” ซึ่งในคราวนี้ ออกเดินทางตามหาความหมายของพ่อและลูก
สาว แบบไม่ใช้แสตนด์อินอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน Lost In Translation

            จอห์นนี่ มาร์โก้ นักแสดงผู้ประสบความสำเร็จ ใช้ชีวิตในโรงแรมหรูชื่อดังในตำนานของฮอลลีวูด
Chateau Marmont ใช้เวลาไปกับการขับเฟอร์รารี่เล่นอย่างไร้จุดหมาย เมาตกบันใดจนแขนหัก กินยาแก้ปวดเป็น
ขนมขบเคี้ยว หลับในขณะที่สาวเต้นยั่วกำลังโชว์อยู่ที่ปลายเตียง และขณะกำลังมีเซ็กส์กับสาวแปลกหน้าที่เจอใน
ปาร์ตี้ โดยเพิ่งพูดกับเธอไปเพียงประโยคเดียว ร่วมถ่ายรูปโปรโมตภาพยนตร์ที่แม้แต่นางเอกในเรื่องยังเกลียดเขา
ไปเป็นแบบปั้นโมลด์ให้กับนักทำเอฟเฟคโดยถูกปิดทุกส่วนบนใบหน้าด้วยปูนเย็น กล้องที่ค่อยๆเคลื่อนเข้าหา
จอห์นนี่ในสภาพที่เหลือแค่รูสำหรับหายใจแสดงความว่างเปล่าของเขาออกมาอย่างเจ็บปวด

 

http://i.imgur.com/A7ooH.png

 

           ผู้กำกับให้เราเฝ้าดูชีวิต ”โคตรว่างเปล่า” ของจอห์นนี่ผ่านแต่ละเทคที่นานและให้ความรู้สึกเหมือนการนั่ง
มองบ่อน้ำ ข้อมูลแบ็คกราวน์ของจอห์นนี่ถูกให้มาน้อยนิด สิ่งที่มีมากคือความหลงทางของเขา จนเช้าวันหนึ่งที่
คลีโอ ลูกสาวของ จอห์นนี่ ซึ่งเขาเองไม่สนิทคุ้นเคยนักได้แวะมาหา สาเหตุหนึ่งเนื่องจากปัญหาความสัมพันธ์ล้ม
เหลวของเขาและภรรยา

            คลีโอ เป็นรูปแบบของการมีชีวิตชีวา สดใส มีความสุข ความสัมพันธ์ของสองตัวละครที่ดูๆไปแล้วมีความ
เป็นพ่อลูกน้อยเหลือเกิน ถูกเล่าอย่างมีชีวิตชีวามากขึ้นภายในช่วงเวลาที่คลีโอต้องมาพักกับจอห์นนี่ก่อนที่เธอจะ
ต้องเข้าซัมเมอร์แคมพ์

           

http://i.imgur.com/e3QzU.png

 

         จอห์นนี่พาคลีโอไปเรียนไอซ์สเกตและต้องทึ่งกับความเก่งของลูกสาว ที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเรียนมัน
มาสามปีแล้ว ในตอนแรกเขานั่งดูไป กดบีบีคุยไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอะไรมากไปกว่าการดูโชว์ผ่านๆครั้งหนึ่ง แต่หลัง
จากที่เขาเริ่มเข้าใจในความสวยงามของสิ่งที่ลูกสาวกำลังทำ และในส่วนหนึ่งของฐานะคนเป็นพ่อ เขารู้สึกภูมิใจ
ในตัวเธอขึ้นมาอย่างสังเกตได้

ฉากหนึ่งที่มีความสุขเหลือเกินคือตอนที่คลีโอทำอาหารให้พ่อของเธอ และเพื่อน,ผู้จัดการ ส่วนตัว แซมมี่ ( คริส
พอนทิอัส จาก แจ็คแอส ซึ่งตอนแรกผมตกใจมาก ว่าหมอนี่แสดงด้วยหรือ! ) เล่นเกมกีต้าฮีโร่ คุยเรื่องสัพเพเหระ
เกี่ยวกับครูสอนบัลเล่ต์ขี้เหล้า บินไปรับรางวัลที่มิลาน กินไอศกรีมทุกรสที่มี(ซึ่งเป็นประสบการณ์ของตัวผู้กำกับ
เอง เธอเคยเล่าว่าพ่อของเธอสั่งไอศกรีมทุกรสที่มีอย่างละสองถ้วยให้เธอทานคืนหนึ่งที่โรงแรม)

               แต่มิลานไม่ได้ราบเรียบเสมอไป จอห์นนี่พบกับ อดีต-คนรัก? ที่นั่นและเธอกับเขาก็รื้อฟื้นความสัมพันธ์
บางอย่างในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งตอนเช้าคลีโอที่โต๊ะอาหารก็ลงโทษจอห์นนี่อย่างสาสมด้วยสายตาที่จ้องมองอย่างเย็น
ชาจนน่ากลัว จอห์นนี่ตัดสินใจหนีดินเนอร์ของนายกเทศมนตรีขึ้นรถของคนอื่นบินกลับมาที่โรงแรมโดยใช้ความ
เป็นเซ-เล็บช่วย อาจจะเพื่อเป็นการไถ่โทษกับสิ่งที่เขาได้ทรยศความเชื่อใจของคลีโอไป

 

http://i.imgur.com/KcNQU.png

 



 

 

กลับมาที่โรงแรม เหมือนเป็นการพาบรรยากาศของความสุขความราบรื่นกลับมาด้วย หนังช่วงนี้
เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่สวยงาม ของความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแรงอะไรนักภายในห้องโรงแรมหรู ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับ
ที่จอห์นนี่ แกะเฝือกออกจากแขน เหมือนเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการ
กระทำของเขาตลอดมา

            ความไว้ใจเกือบจะถูกทำลายอีกครั้ง เมื่อจอห์นนี่เปิดประตูห้องเข้าไปพบกับสาวนู้ดที่นอนอยู่บนเตียง
ของเขารอให้เขามาจัดการ จอห์นนี่จัดการหลบเลี่ยงเหตุการณ์ได้ทันท่วงที่ก่อนที่คลีโอจะรู้ตัว ก่อนที่จะพาเธอไป
กินเบอร์เกอร์ที่ชั้นล่าง วิพากย์วิจารณ์การแต่งตัวของบรรดาไฮโซผู้ใส่เครื่องประดับแพงๆอย่างประดักประเดิด
ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาบนห้อง

           

 

http://i.imgur.com/4vlT2.png

 

         ในช่วงเวลาที่เพลง I’ll try anything once ดังขึ้น พร้อมๆกับช่วงเวลาในสระว่ายน้ำ เหมือนเป็นการเติม
เต็มความเป็นพ่ออย่างดีที่สุดที่จอห์นนี่จะทำได้ซึ่งเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบจากการดูมาตลอดคือ
จอห์นนี่ เหมือนจะมีอาการทางจิตบางอย่างที่ไม่สามารถมีความสุขได้ ในสถานะที่ควรจะมีความสุข ไม่ว่าจากชื่อ
เสียง หรือเซ็กส์ก็ตาม คลีโอเป็นเหมือนยารักษาหนึ่งเดียวของเขาที่มาเติมเต็มความว่างเปล่า ของพ่อที่ไม่เคย
รู้สึกเป็นพ่อ และภายในสระว่ายน้ำที่เขาเคยมองมันอย่างว่างเปล่าเป็นภาพชินตาในโรงแรมหรู ในวันนี้เขาได้พบ
กับความสุขและคำตอบกับชีวิตเขาไม่ใช่ว่าเขา “ขาดอะไร” แต่เขา “ขาดใคร” ต่างหาก

           

        สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมหัวเราะออกมาคือตอนที่คลีโอเดินคุยกับจอห์นนี่ แล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับ Twilight ให้เขา
ฟัง ภายในเวลา 10 กว่าวิ แล้วจอห์นนี่ตอบกลับมาว่า Oh… หนังเรื่องนี้มักจะมีบทสนทนาน่ารักๆที่เล่นกับความคุ้น
เคยของคนในยุคปัจจุบันให้เราได้อมยิ้มกับมันบ้างเสมอ

http://i.imgur.com/wUInn.png

 

            เมื่อเพลงจบ คนทั้งสองกลับเข้าสู่ความจริง วันที่คลีโอต้องไปที่ซัมเมอร์แคมป์ จอห์นนี่ขับรถไปส่งเธอ
ด้วยรถเฟอรารี่คันเดิม ระหว่างทาง คลีโอผู้เข้มแข็งร้องไห้ออกมา การหย่าร้างที่กำลังจะมาถึงและความไม่มั่นคง
ในครอบครัวจริงๆแล้วเป็นเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าเด็กผู้หญิงอายุ 11 ปีจะรับมือได้อย่างง่ายดายอย่างที่เธอ
แสดงออกมาตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งด้วยความสุขที่เธอเพิ่งได้รับในเวลาสั้นๆนี้กำลังจะหายไป จอห์นนี่ตัดสินใจทำสิ่งที่
มากกว่าปลอบเธอด้วยคำพูด รถเฟอร์รารี่ถูกเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลาสเวกัส ทั้งสองคนเข้าไปเล่นในคาสิโนเพื่อที่
จะมีเวลาที่ดีร่วมกันอีกสักนิดก็ยังดี ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินทางไปที่แคมป์ด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่เขาจ้างมา(ซึ่งเป็น
อีกหนึ่งประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับ ที่เคยไปเรียนด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่พ่อเธอจ้างมาให้)

            หลังจากคลีโอขึ้นรถของทางแคมป์แล้ว จอห์นนี่ได้กล่าวขอโทษเธอเรื่องที่เขาไม่ได้ใช้เวลากับเธอมา
ก่อนเลย ภายใต้เสียงเฮลิคอปเตอร์ที่ดังจนกลบทุกอย่าง (ซึ่งอาจะเรียกได้ว่าเป็นช็อตลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้ซึ่ง
เป็นตอนจบของ Lost in Translation เช่นกัน) จอห์นนี่ใช้เวลาขากลับบนเฮลิคอปเตอร์ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดและทบทวนชีวิตตัวเอง

 

http://i.imgur.com/mXHvR.png

 

            ก่อนจะกลับมาพบกับความว่างเปล่าและชีวิตเดิมๆที่คุ้นเคย แต่ช่วงเวลากับคลีโอไม่ได้สูญเปล่า จอห์นนี่
ตัดสินใจโทรหา เลย์ล่า ภรรยาของเขาก่อนจะพูดความรู้สึกทุกอย่างที่ถูกเล่ามาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ‘I’m fucking
nothing’ ‘I’m not even a person’ แต่ภรรยาของเขาไม่ใช่บาทหลวงสำหรับสารภาพบาป สุดท้ายแล้วคนที่เขา
ต้องคุยด้วยและยอมรับมันคือตัวเขาเอง

            จอห์นนี่เช็คเอาท์จากโรงแรมที่เขาอยู่มาตลอด ขับเฟอร์รารี่ออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายแล้วดับเครื่อง
ลง จอห์นนี่ยังเดินต่อไปด้วยเท้าของตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงการตัดสินใจเริ่มอะไรบางอย่าง ซึ่งสำหรับผมแล้ว ถือ
ว่าเป็นชัยชนะของเขาต่อพันธะทั้งมวล

            Somewhere เหมือนเป็นลูกฝาแฝดของ Sofia Coppola กับลูกคนก่อนอย่าง Lost In Translation องค์
ประกอบหลายๆอย่างที่ได้พบเจอในเรื่องนี้เป็นสิ่งคุ้นตา ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง Father, Daughter – figure แต่รวมถึง
โรงแรม , บรรยากาศ , คนต่างชาติที่ดูงุ่มง่าม ช็อตลายเซ็นอย่างช็อตที่ตัวละครมองออกไปนอกกระจกรถอย่าง
เหม่อลอย และอีกหลายๆอย่าง สำหรับผม มองว่าเป็นการรียูสที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้พอสมควร

            สิ่งที่ประทับใจมากๆในหนังเรื่องนี้ ผมพบว่าส่วนใหญ่มาจากตัวละครลูกสาว “คลีโอ” การแสดงของเธอ
ค่อนข้างจะฉายชัดมาก อาจจะเพราะด้วยความเป็นคนน่าเบื่อของ จอห์นนี่ ที่ยังขับให้บทของคลีโอที่แอคที
ฟมากกว่าเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน ผนวกกับรสนิยมด้านดนตรีของผู้กำกับคนนี้ที่ชื่นชอบ Brit-rock เอาเสียมากๆ
ทั้งวง Phoenix ที่ทำเพลงประกอบให้กับหนังเรื่องนี้ด้วยเพลง Love like sunset, part1 and part2 และ Julian
Cassablanca กับเพลง I’ll try anthing once สะกดคนดูให้อยู่หมัดได้กับฉากที่เป็นส่วนสำคัญที่สุด และมีความ
สุขที่สุดของเรื่อง

            ลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าหากเรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าผ่านมุมมองของคลีโอ หนังเรื่องนี้ ที่ในตอนต้นผมกล่าว
ว่าเป็นเหมือนการนั่งจ้องมองบ่อน้ำ สงบเงียบ นิ่ง ก่อนจะค้นพบอะไรบางอย่าง ไปเป็นการว่ายน้ำเพื่อไปหาจุด
หมายก็เป็นได้

 

http://i.imgur.com/nKh7L.png

            ยังมีเรื่องราวเล็กน้อยบางอย่างที่เป็นความเจ็บปวดในชีวิตประจำวันของจอห์นนี่ อย่างเช่นฉากที่เขาไป
ให้สัมภาษณ์ แล้วถูกถามคำถามแปลกๆอย่าง จอห์นนี่ มาร์โก้คือใคร ทั้งๆที่เขาคือจอห์นนี่ มาร์โก้ หรือ ฉากการ
ทำเอฟเฟกต์ที่เขาต้องถูกปูนปิดใบหน้าทั้งหมด อย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ฉากนี้ให้ความรู้สึกตอนท้ายที่เขาบอก
ว่า เขาไม่มีอะไรเลย เขามันว่างเปล่าได้เป็นอย่างดี ยิ่งหลังจากฉากนั้น เขาถูกแต่งหน้าเป็นคนแก่ ก็ยิ่งเป็นการ
ยากที่จะรับได้ หากเขาคิดถึงอนาคตที่ตัวเขายังคงว่างเปล่าแล้วไร้ที่ไปอย่างนี้ในช่วงอายุ 70

            จอห์นนี่ยังได้รับข้อความด่าทอตลอดทั้งเรื่องผ่านมือถือของเขา ตัวหนังเองไม่ได้เล่าว่าเป็นใครที่ส่งมา
แต่ก็บอกใบ้ให้ว่าไม่น่าจะใช่เลย์ล่า ภรรยาของเขา อาจเป็นหนึ่งในสาวๆที่ส่งสายตาและมีสัมพันธ์กับเขาตลอดทั้ง
เรื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วเรื่องแบบนี้มักเป็นที่น่าอิจฉาของผู้ชายหลายๆคน แต่หนังเรื่องนี้แสดงออกให้รับรู้ถึงโทษ
ของมันแบบขำๆเช่นกัน

            สำหรับผม Somewhere คือการนั่งจ้องมองบ่อน้ำอย่างเงียบสงบและยาวนาน ไม่มีสัตว์ประหลาด
โผล่ออกมาจากบ่อน้ำ ไม่มีการตกลงไปในบ่อน้ำ แต่ในจุดหนึ่งของการเล่าเรื่องมันให้ความรู้สึกเหมือนการดูอควา
เรียมปลาสวยงามไฮโซอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ความเป็นดาราฮอลลีวูดและการเป็นเซเลบริตี้ จะห่างไกลจากความ
เป็นอยู่และความคุ้นเคย ณ ปัจจุบันของคนดูอย่างผม แต่หนังเรื่องนี้เล่าเหมือนเรากำลังมองดูอยู่ห่างๆ ไม่มีความ
อิจฉาหรือชื่นชมใดๆ เพียงแต่รับรู้ความเป็นไป และรู้สึก สงสาร-เข้าใจ ในบางครั้งเท่านั้น

 

http://i.imgur.com/bOF7w.png